10 ขั้นตอน วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นดัวยตัวเองสำหรับมือใหม่ ตอนที่ 2

10 ขั้นตอน วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นดัวยตัวเองสำหรับมือใหม่ ตอนที่ 2

มาดูขั้นตอนที่ 6 -10 ของการวางแผนที่ญี่ปุ่นด้วยตัวเองกันต่อเลยนะครับ (กลับไปอ่านขั้นตอนที่ 1 – 5 คลิกที่นี่)

วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

6.จองที่พัก

โดยปกติแล้วการจองที่พักอาจไม่จำเป็นต้องรอเลือกที่เที่ยวให้ครบก่อน เพราะหลักการเลือกที่พักแบบง่าย ๆ คือเลือกที่พักที่อยู่ในจุดที่เดินทางง่าย เช่น ใกล้สถานีรถไฟ ซึ่งยิ่งใกล้หลาย ๆ สายยิ่งดี แต่การจองที่พักหลังจากเลือกที่เที่ยวครบแล้ว ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายว่า คุณต้องเปลี่ยนที่พักไปตามสถานที่เที่ยวหรือไม่ เช่น หากคุณเป็นคนชอบชมธรรมชาติ หรือสวนในวัดวาอาราม ที่เกียวโต ซึ่งจากปริมาณสถานที่ที่อยากไปต้องใช้เวลาที่เกียวโตอย่างน้อย 2 วัน การหาที่พักในเกียวโตสักคืน น่าจะดีกว่าเดินทางไปกลับจากโอซาก้า 2 วัน

hotelnewcentury-kawaguchiko

71hotelnewcentury-kawaguchiko

สิ่งที่ควรทำก่อนการจองที่พักก็คือ อ่านรีวิว อาจจะเป็นรีวิวที่พักจาก Blog กระทู้ในพันทิป หรือ ค้นหาใน Google ด้วย Keyword “ที่พักโอซาก้า” อะไรแบบนี้ อีกที่นึงที่สามารถอ่านรีวิวได้และผมชอบที่นี่มากนั่นคือ Website TripAdvisor.com เพราะ Comment ที่ได้จะมาจากนักท่องเที่ยวมากมายหลายประเทศ ผมมักจะดูรีวิวเพื่อหาชื่อที่พักที่น่าสนใจจากทำเลที่ตั้งแล้วมาหารีวิวใน TripAdvisor อ่านอีกที จากนั้นก็คัดเฉพาะโรงแรมที่มีคะแนนไม่น้อยกว่า 4 ดาว มาไล่จอง ถ้าห้องพักในโรงแรมที่ดาวเยอะเต็มก็ไล่ไปที่ถัดไป

Tripadvisor

ส่วนการจองห้องพัก ผมจะเปรียบเทียบราคาจาก Web จองโรงแรม เทียบกับ Web ของโรงแรมเอง แน่นอนว่า อันไหนถูกกว่าเอาอันนั้น แต่ถ้าราคาเท่ากันผมจะจองผ่าน Web จองโรงแรมเพราะถือเป็นการสะสมคะแนน เพราะ Web เหล่านี้ส่วนใหญ่เมื่อใช้บริการมาก ๆ จะมีส่วนลดพิเศษให้

Osaka Hana Hostel

ดูเหมือนขั้นตอนกว่าจะจองได้นี่เยอะเหมือนกัน ถ้าคุณอยากลดขั้นตอนลง อาจจะใช้วิธีเลือกที่พักผ่าน Website Traveloka.com ก็ได้ เพราะ Web นี้เอา Comment จาก TripAdvisor มารวมไว้ให้อ่านเลย ถือเป็นการลดขั้นตอนลงได้มากทีเดียว เข้าเว็บเดียวรู้เรื่อง …หลังจากจองได้แล้วอย่าลืม ปักหมุดไว้ใน Google Maps และ ดู Street View เพื่อความมั่นใจด้วยนะครับ

Traveloka

**** ข้อแนะนำ ****
กรณีการจองที่พักมากกว่า 1 ที่ ผมจะพกกระเป๋าเดินทางใบเล็ก หรือ เป้หรือกระเป๋าแบบพับได้ เอาไว้แบ่งเสื้อผ้าของใช้ที่จำเป็นเวลาเปลี่ยนที่พัก โดยฝากกระเป๋าเดินทางใบหลักไว้ที่โรงแรมแรก เช่น เดินทางจากโตเกียวไปพักที่คาวากูชิโกะ 2 คืน ผมฝากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไว้ที่โรงแรมที่ชินจูกุ เอาเสื้อผ้าของใช้สำหรับ 2 คืนใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็กเดินทางไปแทน แต่ตรงนี้ต้องดูเงื่อนไขของโรงแรมแต่ละที่ด้วย บางโรงแรมจะมีเงื่อนไขว่าเราต้องกลับมาพักที่นั่นอีกถึงสามารถฝากของไว้ได้ ถ้าที่ไหนไม่บอกรายละเอียดเรื่องนี้ก็สามารถ Email ไปถามได้ครับ

7.ลงตารางเที่ยวอย่างละเอียด

ชั้นตอนนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการลงตารางเที่ยวจะทำให้รู้ถึงเวลาที่คุณจะใช้ไปกับที่เที่ยวแต่ละที่ และ ศึกษาวิธีเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง รวมไปถึงการตรวจสอบวันที่ควรหลีกเลี่ยงในการเที่ยวบางที่เช่น Universal Studio, Disney Land หรือแม้กระทั้งวัดในเกียวโตช่วงใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง คุณไม่ควรไปในวันเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดของญี่ปุ่น เพราะคนจะเยอะมาก

ทางเข้า
ที่ USJ ขนาดวันธรรมดาคนยังเยอะ

การทำตารางเที่ยว ผมเลือกใช้ Google Sheets บน Google Drive วิธีการใช้ก็เหมือน Excel นี่แหละ แต่มีข้อดีตรงที่ข้อมูลเก็บอยู่บน Cloud ทำให้แชร์กันได้กับคนที่จะไปเที่ยวด้วยกัน รวมถึงสามารถเปิดดูที่ไหนก็ได้ที่มี Internet แต่ถ้าใครไม่ถนัดก็ใช้ Excel แล้ว Save ลงโทรศัพท์ไว้ดูตอนเดินทางก็ไม่ว่ากันครับ

ตัวอย่างข้อมูลที่ลงในตารางเที่ยว ผมใส่ วันที่, เวลา, สถานที่ และ ช่องที่เหลือที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น วิธีการเดินทาง อาจจะใส่เป็น Link Google Maps ก็ได้ หรือไม่ก็เป็น Website ของสถานที่เที่ยว รายละเอียดเช่นเวลาทำการ หรือ สิ่งที่ต้องทำเมื่อไปถึง

Plan

ส่วนการศึกษาวิธีเดินทางสามารถทำได้โดยใช้ Google Maps อันเดิมที่เรา Save สถานที่ไว้ ตัวอย่างเช่นผมต้องการเดินทางจาก สถานีรถไฟเกียวโต ไปเที่ยวป่าไผ่ที่อาราชิยามะ (ซึ่งทั้งสองตำแหน่งผมได้กด Save ไว้เรียบร้อยแล้ว) มีขั้นตอนดังนี้

1. ค้นหาตำแหน่งของป่าไผ่ โดยการคลิกที่ดาวสีเหลืองที่ save ไว้ จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Directions

Direction
2. คลิกที่ต้นทางกรณีนี้คือสถานีรถไฟเกียวโต หน้าจอด้านซ้ายจะแสดงวิธีการเดินทางทั้งหมดที่เป็นไปได้ คุณสามารถเลือกเวลาเดินทางได้โดยกดที่ปุ่ม Leave Now และเลือก Depart At ใส่เวลาที่จะเดินทางลงไป จากนั้นเลือกวิธีเดินทางเฉพาะรถสาธารณะ โดยคลิกปุ่มรถไฟด้านบน หน้าจอจะแสดงรายละเอียดการเดินทางเช่น จำนวนรถที่ต้องต่อ, เวลาที่ใช้เดินทาง และ ราคาที่ต้องจ่าย

Direction
3. คลิกที่เส้นทางที่ต้องการ หน้าจอจะแสดงจุดขึ้นรถ จำนวนสถานีที่ผ่าน คุณสามารถ Save URL ด้านบนเก็บไว้ โดยเอาไปใส่ในตารางที่ทำไว้เพื่อใช้ดูเวลาเดินทาง

Direction

หลังจากศึกษาวิธีเดินทางแล้ว หลักการวางแผนเที่ยวง่าย ๆ คือ ไปเที่ยวสถานที่ที่อยู่ใกล้เคียงกันในวันเดียวกัน โดยไล่จากใกล้ไปไกล หรือ ไกลมาใกล้ หรือ เที่ยวเป็นวงกลม กรณีที่กลับมาพักที่เดิม ส่วนกรณีที่มีการเปลี่ยนที่พัก ก็ควรวางแผนเที่ยวให้เข้าใกล้ที่พักใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ ตัวอย่างกรณีวางแผนเที่ยวเป็นวงกลมในเกียวโตเช่น จากที่พักแถว สถานีรถไฟเกียวโต เช้าไป Arashiyama บ่ายไป วัดทอง Kinkakuji เย็นไป วัดน้ำใส Kiyomizu แล้วกลับที่พัก เป็นต้น

Travel Plan

8.เลือกร้านอาหาร

ตอนนี้ตารางเที่ยวที่คุณทำไว้จะบอกคุณได้ว่า ตามเวลาอาหารทั้ง 3 มื้อนั้น คุณจะอยู่ที่ไหน ในขั้นตอนนี้เป็นการหาร้านอาหารบริเวณนั้นสัก 2 – 3 ร้านไว้เป็นตัวเลือกเพื่อฝากท้องในมื้อนั้น ๆ เรื่องอาหารสำหรับบางคนหากไม่ซีเรียสนักอาจจะหาอะไรกินง่าย ๆ ก็ไม่ว่ากัน เพราะตามสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ มีร้านอาหารให้เลือกพอสมควรอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่อยากกินอะไรที่ห้ามพลาดเวลาไปถึงแหล่งท่องเที่ยวนั้น เช่น ไปถึงโอซาก้าควรหาร้าน Takoyaki และ Okonomiyaki อร่อย ๆ กิน ไปโกเบก็ต้องลองเนื้อโกเบต้นตำหรับสักมื้อ ขั้นตอนนี้เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

Wakkoqu Kobe Beefsteak

Boiled King Crab

หากคุณหาข้อมูลในขั้นตอนที่ 1 มาพอสมควร คุณจะได้เห็นร้านอาหารบางร้านที่หลาย ๆ คนรีวิวไว้ เช่น ราเม็งข้อสอบ ที่มีหลายสาขาทั่วญี่ปุ่น หรือ ร้าน Steak Land ที่โกเบ หากมีตารางวันไหนที่ไปแถวนั้นก็ใส่ชื่อเหล่านี้ไว้เป็นตัวเลือกได้เลย แต่ถ้าอยากจะลองอะไรที่แตกต่าง แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงดวงว่าจะอร่อยไหม ผมขอแนะนำ 2 Web ที่น่าสนใจได้แก่

1. เจ้าเก่า TripAdvisor.com เลือกค้นหาร้านอาหาร (Restaurants) แล้วใส่ชื่อเมืองลงไป ตัวอย่างเช่น ผมอยากกินเนื้อโกเบ แต่ไม่อยากกินร้าน Steak Land เหมือนคนอื่นเขา ผมก็ใส่ชื่อเมืองโกเบลงไปแล้วค้นหา ระบบจะเรียงลำดับร้านอาหารตาม Ranking มาให้เลยว่าในโกเบร้านไหนได้คะแนนสูงสุด เราจะเลือกจากอันดับเลยก็ได้

TripAdvisor
แต่ผมมักจะกด View Map แล้วหาร้านใกล้ ๆ จุดที่ผมอยู่ เช่น มื้อกลางวันผมจะอยู่ที่สถานี Shin-Kobe ผมจะเลื่อนแผนที่ไปบริเวณนั้น จุดสีม่วง ๆ คือร้านอาหารที่มีคนรีวิวไว้ เมื่อเราเอาเมาส์ไปวางบนจุดเหล่านั้น จะมีชื่อร้านและคะแนนขึ้นมาให้ดู คุณสามารถเลือกร้านจากตรงนี้แล้วเข้าไปอ่านรีวิวได้เลย ผมได้ลองร้าน Wakkoqu ก็ใช้วิธีนี้นี่แหละ

TripAdvisor

2. Tabelog.com มันคือ Web รีวิวร้านอาหารของญี่ปุ่นนั่นเอง (อารมณ์คล้าย wongnai ของบ้านเรา) วิธีใช้ก็เหมือน ๆ กัน คือใส่สถานที่ แล้วก็เลื่อนแผนที่ดูบริเวณที่ต้องการ จากนั้นก็เลือกร้านและดูคะแนนรีวิวได้เลย เอาจริงๆ ถามว่าอ่านออกมั้ย บอกเลยว่าไม่ครับ เพราะเป็นภาษาญี่ปุ่น 5555 อาศัยดูรูปกับดูดาวเอาครับ แต่เว็บนี้ให้คะแนนโหดมาก ร้านที่ได้เกิน 3.5 ดาวนี้ก็คืออร่อยมากแล้ว

Tabelog

อย่างที่บอกว่าไม่จำเป็นต้องหาร้านอาหารสำหรับทุกมื้อ บางมื้อเราอาจจะอยู่ใกล้ตลาด การเดินหาของกินในตลาดก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง

9.เลือก Pass ที่เหมาะสม

การเดินทางในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะใช้รถไฟเป็นหลักเนื่องจากมีเส้นทางครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งประเทศ ราคาไม่แพง และ ตรงเวลามาก ทำให้แผนที่วางไว้สามารถกำหนดเวลาได้ดี จะมีบางที่เท่านั้นที่รถไฟไม่ครอบคลุมเช่น เกียวโต ที่เที่ยวหลายที่ต้องเดินทางด้วยรถบัส หรือ การเดินทางจากชินจูกุ ไป คาวากูชิโกะ ด้วยรถบัสจะใช้เวลาน้อยกว่ารถไฟ ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะซื้อ Pass หรือ บัตรจ่ายราคาเดียวขึ้นรถไฟกี่เทียวก็ได้ เพราะหากเดินทางไปเที่ยวหลาย ๆ ที่ในหนึ่งวันค่ารถจะถูกกว่าจ่ายเป็นเที่ยวมาก ที่สำคัญคือ Pass ส่วนใหญ่เป็นสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น คนญี่ปุ่นซื้อไม่ได้นะ (ดูรายละเอียดวิธีใช้ Pass คลิกที่นี่)

Haruka

เขียนถึงตรงนี้แล้ว ดูเหมือนว่าการใช้ Pass น่าจะดีสำหรับการไปเที่ยวอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ Pass มีให้เลือกเยอะมากกกกก หลากหลายแบบทั้ง ราคา จำนวนวันที่ใช้ได้ เส้นทาง และ บริษัทเดินรถ โอ๊ยยยย มึน 5555 ดังนั้นการทำตารางเที่ยวที่ดี จะทำให้การเลือก Pass ที่เหมาะสมทำได้ง่ายขึ้นมาก เพราะคุณจะเริ่มรู้การเดินทางจากที่เที่ยวจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งแล้ว หากสามารถเดินทางได้ด้วยรถไฟ JR เป็นส่วนใหญ่ คุณสามารถเข้าไปดู Website ของ JR Pass เพื่อดู Pass ที่เหมาะสมกับการเดินทางของคุณได้ แต่ถ้าการเดินทางที่คุณวางไว้ไม่ค่อยได้ขึ้นรถไฟ JR อาจจะต้องดู Pass อย่างอื่นว่าสามารถใช้ได้หรือไม่ เช่น Kansai Thru Pass สำหรับภูมิภาคคันไซ เป็นต้น

JR Pass Map

อย่างไรก็ตาม การซื้อ Pass อาจจะไม่คุ้มค่ากับทุกการเดินทางเสมอไป หากคุณมีแผนเที่ยวบางสถานที่ทั้งวันเช่น Universal Studio หรือ Disney Land หรือเดินทางเที่ยวในเมืองโตเกียวเป็นหลัก การจ่ายเงินเป็นเที่ยวอาจจะถูกกว่าการซื้อ Pass ก็ได้ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเองก็มีบัตรเติมเงินที่สามารถใช้กับการเดินทาง และ การใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ในบัตรเดียว ซึ่งสะดวกมากเพราะไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋วทุกครั้งไป

บัตรเติมเงิน

บัตรเติมเงินในญี่ปุ่นนั้นมีหลายแบบแยกไปตามภูมิภาค เช่น คันโตจะใช้ Suica หรือ Pasmo คันไซ จะใช้ ICOCA ซึ่งแต่ก่อนใช้ข้ามภูมิภาคไม่ได้ แต่ปัจจุบันไม่มีปัญหานั้นแล้ว จะใช้บัตรเติมเงินที่ซื้อจากที่ไหน ก็ใช้ได้ทั่วประเทศ โดยบัตรจะมีอายุ 10 ปี นับจากวันที่ใช้ครั้งสุดท้าย ดังนั้นหากคุณคิดว่าภายใน 10 ปีจะกลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีก ก็ไม่ต้องคืนบัตรก็ได้

10.เลือกวิธีเชื่อมต่อ Internet

มาถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องคือการเชื่อมต่อ Internet ระหว่างท่องเที่ยว ซึ่งถ้าใช้ Internet ไม่ได้แล้ว เราจะ Check-in ได้อย่างไร (ไม่ใช่ละ) ประโยชน์ของการมี Internet คือ คุณสามารถใช้มันเข้า Google Drive เพื่อดูแผนที่วางไว้ เข้า Google Maps เพื่อนำทาง หรือ ไว้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างเดินทาง ซึ่งการเชื่อมต่อ Internet ในญี่ปุ่นสามารถเลือกได้ทั้งการใช้ Sim card กับ Pocket Wifi ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

21KIX

Sim card ที่สนามบินส่วนใหญ่จะมีตู้ขาย Sim card ที่เป็น Internet Sim อยู่ โดยมีข้อดีดังนี้

1. แต่ละคนมี Internet เป็นของตัวเองไม่ต้องตัวติดกันเหมือน Pocket Wifi ทำให้เวลาหลงกับสมาชิกคนอื่นสามารถโทรหากันได้
2. ถ้าอยู่เที่ยวนานจะคุ้ม เพราะมีอายุการใช้งานนาน 30 วัน ถ้าไปเที่ยว 2 คน อยู่เกิน 10 วันราคาจะถูกกว่า Pocket Wifi
3. ใช้ Internet ได้เร็วเต็มสปีด

ข้อเสียก็คือ

1. ปริมาณ Net ที่ใช้ได้จำกัด ตามราคาเช่น 3000 เยน ใช้ได้ 1 GB 30 วัน เป็นต้น
2. มือถือจะกินแบต กว่าใช้ Pocket Wifi
3. มีขั้นตอนการ Set หลังจากเปลี่ยน Sim และ ซื้อจากเมืองไทยไม่ได้

ส่วน Pocket Wifi ที่เป็นทางเลือกยอดนิยมของคนไทย มีข้อดีคือ

1. สามารถเช่าจากเมืองไทยไปได้เลย
2. ปริมาณ Net ไม่จำกัด
3. ใช้งานง่าย เปิดเครื่อง แล้วเอามือถือเกาะเป็น Wifi ได้เลย
4. ราคาไม่แพง ประมาณ 200 บาทต่อวัน

ข้อเสียคือ

1. ต้องดูแลเรื่อง Battery เพิ่มอีก 1 ชิ้น ถ้า Pocket Wifi แบตหมดนี่ก็จบกัน
2. ถ้าใช้หลายคนต้องอยู่ห่างกันไม่เกิน 10 เมตร
3. ความเร็ว Internet แชร์กันตามจำนวนคนใช้

หลังจากวางแผนครบ 10 ขั้นตอนแล้ว รับรองได้เลยว่า การท่องเที่ยวของคุณจะสนุกน่าจดจำอย่างแน่นอน และ สำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจว่าที่เที่ยวที่วางแผนไว้ หรือ Pass ที่เลือกไว้ ถูกต้องหรือเปล่า ถึงจุดนี้คุณสามารถหาคำแนะนำเพิ่มเติมจากการตั้งกระทู้ตามเว็บไซด์ต่างๆ ก็ได้แล้ว เพราะคุณจะมีข้อมูลพอที่จะรู้ว่าคำตอบที่ได้ เหมาะสมของคุณมากกว่าแผนที่ทำไว้หรือไม่

Umada Sky Building

อ้อ 10 ขั้นตอนที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ได้ใช้ได้แค่เฉพาะเที่ยวญี่ปุ่นเท่านั้นนะครับ มันเอามาปรับใช้ได้กับทุกทริปที่ต้องการไปเที่ยวด้วยตัวเองเลย แม้แต่ในประเทศ ผมก็ใช้ขั้นตอนเหล่านี้แหละครับในการวางแผนเที่ยว … หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับคนรักการท่องเที่ยว และขอให้สนุกกับการท่องเที่ยวนะครับ

About A+

A+
หนุ่มแว่น สายไอที ผู้พยายามจะเอาดีด้านการถ่ายภาพ (แต่ยังไม่ดีสักที) มีคอนเซ็ปในการท่องเที่ยวแบบเน้นสบาย ไม่เอาลำบาก

Check Also

Apple & Tea Cream

Gram ร้านแพนเค้ก สุดพรีเมี่ยม ในย่าน Shinsaibashi

Gram ร้านแพนเค้ก ที่ตั้งอยู่ในย่าน Shinsaibashi เมือง Osaka อร่อยกับเมนูแพนเค้กที่หลากหลายทั้งคาวหวาน และ Premium Pancake ที่เสิร์ฟเฉพาะเวลาที่กำหนดเท่านั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *